ไม้
ไม้เป็นวัสดุจากธรรมชาติที่คนไทยคุ้นเคยมานาน อาคารที่สร้างจากไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง แต่การใช้ไม้ต้องเล่นเป็นทั้งการเลือกไม้ และวิธีการบำรุงรักษา โดยทั่วไปไม้สำหรับงานก่อสร้างจะใช้ไม้เต็ง ไม้แดงจะแพงแต่แข็งทนทานกว่า
ไม้ ต้นไม้
- ไม้สักเป็นไม้เนื้ออ่อนหรือเนื้อแข็ง ไม้สักทนมาก แต่ทำไมเป็นไม้เนื้ออ่อน
- ทำห้องน้ำบนพื้นไม้เดิม(โครงสร้างไม้)ได้ไหม
- ต้นไม้บังแดดให้ที่จอดรถ เอาต้นอะไรดี
- บ้านไม้เอียงทำไงดี
- ทำรั้วไม้ต้องใช้ไม้เนื้อแข็ง
- การเลือกใช้ไม้ (อีกทีน่า)
- สีทาไม้
ร่มไม้คลายร้อน วัสดุก่อสร้างทุกชนิดที่เรานำมาสร้างร่มเงากันแดดนั้น ตัววัสดุจะร้อนขึ้นมาด้วย กันความร้อนจากแดด แต่ตัวมันเองก็ยังแผ่ความร้อนออกมาอีกที -- มีแต่ใบไม้เท่านั้นที่เป็นร่มเงาจริงๆ รับพลังแดดมาเปลี่ยนเป็นกิ่งก้าน ผลไม้
ไม้สักเป็นไม้เนื้ออ่อนหรือเนื้อแข็ง ไม้สักทนมาก แต่ทำไมเป็นไม้เนื้ออ่อน
ไม้สักเป็นไม้เนื้ออ่อนครับ โดยธรรมชาติไม้สักจะแข็งน้อยกว่าไม้เนื้อแข็งที่ใช้กันทั่วไปเช่น ประดู่ เต็ง แดง ฯลฯ ปรกติไม้เนื้ออ่อนมักมีความทนทานน้อยกว่าไม้เนื้อแข็ง แต่ยกเว้นไม้สักที่มีความทนทานสูงกว่า บางครั้งอาจจะทำให้สับสนได้ว่าไม้สักเป็นไม้เนื้อแข็ง
การจำแนกความแข็งอ่อนของไม้มีหลายมาตรฐานของสถาบันต่างๆ เช่น วสท. (วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย) จัดให้ไม้สักเป็นไม้เนื้ออ่อน โดยดูจากคุณสมบัติทางกล คือความแข็งแรงของมันนั่นเอง มาตรฐานของสถาบันอื่นอาจตัดช่วงความแข็งแรงไม่เท่ากัน แต่โดยส่วนใหญ่ในวงการก่อสร้างถือว่าไม้สักเป็นไม้เนื้ออ่อนไม่เหมาะกับการทำพื้น (ซึ่งต้องทนการขูดขีด) แต่ใช้ทำโครงสร้างได้(ต้องใช้ขนาดใหญ่หน่อยเพราะเนื้อไม่แข็ง)
ทำห้องน้ำบนพื้นไม้เดิม(โครงสร้างไม้)ได้ไหม
ปรกติโครงสร้างไม้จะมีน้ำหนักเบากว่าโครงสร้างคอนกรีตมาก การทำห้องน้ำ(ซึ่งคงเป็นพื้นคอนกรีต)วางบนโครงสร้างไม้ จะรับน้ำหนักไม่ไหวครับ ต้องมีการเสริมโครงสร้างคือตง คาน และ อาจจะรวมถึงเสาด้วย โดยทั่วไปอาจจะทำได้ถ้าพื้นที่ไม่กว้างนัก ไม้โครงสร้างเดิมยังมีสภาพดีอยู่ ผนังต้องเป็นผนังเบา(ไม่ใช่ก่ออิฐ) และให้วิศวกรออกแบบการเสริมโครงสร้าง
อีกวิธีคือการใช้ห้องอาบน้ำแบบปิดสำเร็จรูป ซึ่งมีน้ำหนักเบา และกันน้ำกระเด็นออกมาข้างนอกได้ และใช้ผนังเบา ก็ไม่ต้องแก้ไขโครงสร้างครับ
ต้นไม้บังแดดให้ที่จอดรถ เอาต้นอะไรดี
อืม..ม คงต้องถามนักจัดสวนมืออาชีพละมั๊งครับ หรือลองเลือกเองเอาต้นไม้แบบเชยๆที่คนที่ผมรู้จักเค้าแนะนำไปดูก่อนแล้วกัน
- ต้นไม้ที่มีฝักแข็งขนาดใหญ่ เช่น หางนกยูง คูณ กัลปพฤกษ์ กาฬพฤกษ์ ระวังฝักตกใส่หลังคา กรณีมีหลังคากระเบื้องลอนคู่ ลอนเล็ก คงไม่ถึงกับทำให้หลังคาแตก (เสียวๆอยู่บ้างครับ) ถ้าเป็นซีแพ็คสบายมากครับ
- ไม้ผลัดใบ หากหน้าแล้งรดน้ำไม่เพียงพอจะผลัดใบ ขาดร่มเงาไป เช่นหางนกยูง, คูณ ต้นนนทรีก็เช่นกันแต่มีช่วงผลัดใบสั้นๆ สั้นกว่าหางนกยูงมาก
- ไม้ที่มีใบเล็ก เมื่อร่วงแล้วกวาดยาก หรือร่วงเข้าด้านหน้ารถแล้วก็เอาออกยากเช่นกัน เช่น หางนกยูง นนทรี มะขาม จามจุรี ถ้ามีหลังคาแล้วหลังคาไม่มีรางน้ำก็ไม่เป็นไรครับ
- กรณีมีบริเวณไม่กว้าง ระวังเรื่องรากไม้บางชนิดจะเบียดฐานรากโรงจอดรดหรือรั้วข้างๆได้ เช่น หางนกยูง(รากตื้น และเป็นพู) หรือ จามจุรี(รากใหญ่)
- ต้นจามจุรี ฝักถ้าโดนรถทับจะแตกเป็นเมือกเหนียวๆ ถ้าขยันกวาดก็ไม่เป็นไรครับ •ต้นที่มียาง เช่น หูกวาง แต่ถ้ามีหลังคาก็ใช้ได้ครับ ให้ร่มเงาดี
- ประดู่กิ่งอ่อนหรือประดู่บ้าน กิ่งอ่อนสมชื่อ ถ้าปลูกใกล้สายไฟฟ้าต้องคอยดูแลดีหน่อย ก็น่าใช้เหมือนกันเพราะใบไม่เล็กนัก(แต่หน้าแล้งก็ร่วงน่าดูเหมือนกัน) และฝักเบา ระยะผลัดใบยังพอมีร่ม อีกต้นคือประดู่ป่าจะคล้ายๆประดู่บ้าน แต่กิ่งไม่อ่อนเปราะ น่าใช้เหมือนกันครับ
- รู้สึกหางนกยูงจะเป็นผู้ร้ายตลอดรายการเลยนะครับ แต่เวลาออกดอกจะสวยมาก ถ้าพื้นที่ไม่แคบ หลังคาซีแพ็คหรือคุณมั่นใจในความแข็งแรงของหลังคา ก็น่าใช้
- พวกไผ่ทิ้งใบมากแต่ก็สวยรากไม่แรง ไผ่เลี้ยงต้นไม่ใหญ่ ผิวลำ รูปทรงใบสวย ส่วนไผ่ตงต้นใหญ่ต้องดูขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะปลูก
ต้นไม้มีหลากหลายชนิดจริง หาอ่านได้ตามหนังสือรวมพันธ์ไม้ หรือสังเกตดูสถานที่ต่างๆก็ได้ครับ

ต้นหางนกยูงมีทรงพุ่มขนาดใหญ่ รากชอนไช ควรปลูกในที่กว้าง แต่ข้อดีคือสามารถทนแล้ง ดินเค็มได้ดี และดอกสวยมากครับ ถ้าหน้าแล้งให้แล้งจริงๆ มันจะทิ้งใบหมด ตอกออกดอกช่วงเดือนเมษาจะมีดอกแดงเต็มต้น สวยงามมากทีเดียว
บ้านไม้เอียงทำไงดี
บ้านไม้หลายๆหลังซึ่งสร้างมานานแล้ว สมัยก่อนเราไม่มีเสาเข็มคอนกรีตใช้ ฐานรากของบ้านนั้นอาจจะเป็นเข็มไม้หรือเสาของตัวบ้านปักลงไปในดินไม่ลึกมาก และมีงัว หรือ แระ ทำหน้าที่เป็นฐานรากกระจายน้ำหนักลงสู่ดิน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำด้วยไม้ ย่อมจะผุกร่อนไปตามกาลเวลา ทำให้เราหาดูบ้านไม้เก่าๆสวยๆได้ยากขึ้นทุกที ถ้าเราสามารถซ่อมอนุรักษ์ไว้ได้คงดีไม่น้อย
การซ่อมบ้านไม้เอียงนั้นทำไม่ยาก และไม่แพงมากเหมือนการซ่อมอาคารคอนกรีต เนื่องจากไม้มีน้ำหนักเบา และมีความยืดหยุ่น การยกบ้านไม้จึงทำได้ไม่ยาก กรณีส่วนใหญ่ปัญหาจะเกิดจากฐานรากทรุด (ซึ่งเกิดจากการผุของตอม่อและฐานรากใต้ดิน) การซ่อมทำได้โดย
- เอาน้ำหนักออกจากตัวบ้านให้หมด
- ใช้แม่แรงไฮดรอลิคหลายๆตัว ยกเสาบ้านที่ทรุดให้มีระดับเดิม แล้วค้ำยันไว้ชั่วคราว
- ตัดเสาเดิมทิ้ง ทำเสาและฐานรากใหม่(ควรจะเป็นคอนกรีต) ขึ้นไปรับคานไม้ในตำแหน่งเดิม
ซึ่งการทำดังกล่าวไม่ง่ายไม่ยาก ควรทำโดยช่างไม้ที่มีประสบการณ์ในการยกบ้านมาแล้วครับ
ในหลายๆกรณีที่เป็นบ้านไม้ริมน้ำ ปัญหาอาจจะเกิดจากดินริมตลิ่งถูกกัดเซาะหรือดินไหล ซึ่งต้องตรวจตราหาสาเหตุให้ดีก่อนทำการซ่อม มิฉะนั้นอาจจะเกิดปัญหาซ้ำอีกภายหลังครับ

บรรยากาศเรือนไม้แบบไทยๆริมน้ำอันสงบร่มรื่นนับวันจะหาดูยากไปทุกที โครงสร้างลักษณะที่ทำกันมาตั้งแต่เก่าก่อนนั้นมักใช้เสาไม้ปักลงไปในดินโดยตรงซึ่ง ถ้าเสาผุ หรือตลิ่งตรงนั้นถูกน้ำเซาะ จะทำให้โครงสร้างต้องพังทลายลงมาในที่สุด ทางที่ดีท่านที่มีบ้านอยู่ริมน้ำในลักษณะนี้ควรจะมีการตรวจตราเสาตอม่ออยู่เสมอนะครับ หากมีอาการผิดปรกติใดๆ การแก้ใขแต่เนิ่นๆจะช่วยให้ผลกระทบต่อตัวบ้านไม่มาก และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมน้อยกว่าตอนที่ปัญหาบานปลายด้วยครับ
ทำรั้วไม้ต้องใช้ไม้เนื้อแข็ง
ไม้นั้นมีหลายชนิด หลายระดับราคา ควรจะเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพการใช้งาน มีไม้อยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งในวงการก่อสร้างเรียกว่าไม้เนื้อแข็ง เช่น เต็ง แดง ประดู่ เหมาะที่จะนำมาใช้ทำโครงสร้างรับน้ำหนัก และใช้ในการก่อสร้างทั่วไป โดยเฉพาะงานไม้กลางแจ้งซึ่งเสี่ยงต่อการผุมากกว่าการใช้งานภายใน ควรจะใช้เป็นไม้เนื้อแข็งเท่านั้น หลายกรณีถ้าเจ้าของงานไม่รู้เท่าทัน ช่างไม้จะใช้ไม้เนื้ออ่อนอย่างไม้ยาง (ซึ่งปรกติใช้กับภายในหรืองานก่อสร้างชั่วคราว เช่นไม้แบบ ค้ำยัน) มาใช้งานภายนอก ทาสีน้ำมันทับ ไม้จะเริ่มผุภายในไม่กี่ปี แต่เราจะไม่สามารถสังเกตเห็นอาการได้เลย กว่าจะรู้ช่างไม้นั้นก็หายไปนานแล้ว สำหรับโครงสร้างไม้ภายนอก ให้ระวังสิ่งเหล่านี้ครับ
- ใช้ไม้เนื้อแข็งเท่านั้น (จะใช้ไม้เนื้อแข็งมากอย่างบุนนาคก็ได้ครับ แต่หายากและคงจะแพง)
- มีข้อยกเว้นไม่มากนัก คือ ไม้สัก ถือเป็นไม้เนื้ออ่อน แต่ทนทานมาก
- ไม้แดง แข็งและแพงกว่าไม้เต็ง เลือกเอาละกันครับ
- สีทาให้ใช้สีสำหรับงานไม้เช่น WOOD STAIN หรือ TIMBER SHIELD ซึ่งมีคุณสมบัติในการระบายความชื้นได้ มีความยืดหยุ่นสูง
- การทาไม้ต้องทาให้รอบ ที่ช่างมักจะละเลยกันคือหัวไม้ (ด้านที่ถูกตัด) ซึ่งจะเป็นจุดที่ไม้ดูดความชื้นได้ดี สังเกตได้ว่าไม้จะเริ่มผุที่หัวไม้นี่แหละครับ ควรจะทาหัวไม้และทาไม้ทั้งท่อน 1 รอบก่อนการนำไปใช้ แล้วทาทับอีกครั้งเมื่อตีไม้เข้าที่แล้ว (หลังก่อสร้างเสร็จแล้วหลายๆจุดจะไม่สามารถทาสีได้อีก เนื่องจากเป็นรอยต่อไม้ถูกปิดอยู่)
หลังจากใช้งานไปได้ระยะหนึ่งแล้ว คอยสังเกตสภาพสีทา และเนื้อไม้ หากสีหมดสภาพแล้วทำการลอกหรือขัดออกทาใหม่ครับ

การใช้ไม้ในงานก่อสร้างทำให้บรรยากาศดูเป็นธรรมชาติดี โดยเฉพาะในสวน หากเราเลือกชนิดไม้ และน้ำยารักษาเนื้อไม้ให้ดีแล้ว ช่วยยืดอายุการใช้งานไม้ราคาแพงได้นานทีเดียวครับ
การเลือกใช้ไม้
ไม้เนื้อแข็งหลายชนิดดังที่ได้กล่าวมาแล้วในเรื่องการทำรั้วนั้น ที่หาซื้อง่ายราคาไม่แพง และมีความแข็งแรงทนทานใช้ได้คือ ไม้เต็ง ส่วนไม้เนื้อแข็งอื่นๆอย่างไม้แดง ประดู่ นั้นราคาแพงและหายากกว่า ยกเว้นท่านต้องการความแข็งแรงทนทานจริงๆและชอบลายไม้มากๆ ก็ลองพิจารณาดูครับ โดยทั่วไปสำหรับโครงสร้างไม้ถือว่าไม้เต็งเป็นตัวกลาง
ไม้แดงแข็งกว่าไม้เต็ง แต่ราคาแพงกว่ามาก หาซื้อได้ไม่สะดวกเหมือนไม้เต็ง อาจจะใช้สำหรับบางงานที่ต้องการความแข็งแรง หรือต้องการลวดลายสีสันของไม้แดง ไม้ประดู่ก็แข็งกว่าและแพงกว่าไม้เต็งทำนองเดียวกับไม้แดง ส่วนไม้ยางจัดว่าเป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่แข็งแรงทนทานเท่าไม้เต็ง เหมาะสำหรับการใช้งานภายในที่ไม่โดนความชื้น และรับน้ำหนักไม่มาก อีกทั้งต้องระวังเรื่องปลวกด้วย
ไม้สักจะแตกต่างออกไป คือเป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่แข็งแรง แต่ทนทาน สามารถใช้งานภายนอกที่ถูกความชื้น และปลวกไม่ค่อยชอบ แต่การใช้เป็นโครงสร้างอาจจะต้องใช้ขนาดใหญ่กว่าการใช้ไม้เนื้อแข็ง เนื่องจากกำลังของไม้สักอ่อนกว่า ไม้สนจากต่างประเทศ (ไม่ใช่สนประดิพัทธ์) เนื้ออ่อนมากๆ เหมาะสำหรับการตกแต่งภายใน โดยธรรมชาติของไม้ชนิดนี้แล้วไม่ทน และปลวกชอบมากครับ ผู้นำเข้าบางรายให้ข้อมูลว่ามีการอัดน้ำยารักษาเนื้อไม้มา เท่าที่พบแม้ว่าจะช่วยเรื่องการป้องกันปลวกได้ แต่การใช้งานภายนอกไม้จะเสื่อมสภาพจากการโดนแดด (Weathering) อยู่ดี เป็นไม้ที่ไม่ค่อยเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยนัก ยกเว้นนำมาใช้ภายในที่แห้งๆเท่านั้น
ปัจจุบันมีการนำเข้าไม้จากต่างประเทศหลายชนิด หากท่านไม่คุ้นเคยกับไม้ชนิดนั้น ก่อนเลือกซื้อควรปรึกษากับผู้ขาย (หลายๆรายจะดีกว่า) ถึงคุณสมบัติต่างๆ รวมทั้งลายไม้ที่ท่านชอบ ในขณะที่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับไม้ชนิดนั้น ส่วนใหญ่แล้วไม้ที่หนักกว่าจะมีความแข็งแรงมากกว่าและทนทานกว่า การใช้ไม้เนื้ออ่อนทำโครงสร้าง จะต้องใช้ขนาดใหญ่กว่าโครงสร้างลักษณะเดียวกันที่ใช้ไม้เนื้อแข็ง และมีการตรวจตราสภาพไม้อยู่เสมอ
สีทาไม้
สีทาไม้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงการตบแต่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาเนื้อไม้อีกด้วย โดยเฉพาะงานไม้ภายนอก การเลือกสีที่เหมาะสมกับการใช้งาน และการดูแลทาสีใหม่เมื่อสีเดิมหมดอายุจะช่วยยืดอายุของโครงสร้างไม้ให้อยู่ได้นานหลายสิบปีทีเดียว
สำหรับงานไม้ภายในค่อนข้างง่าย เราสามารถเลือกใช้สีตามลักษณะภายนอกที่เราต้องการ เช่นสีน้ำมัน โพรียูรีเทน ทั้งชนิดเงา กึ่งเงา แลคเกอร์ ฯลฯ สำหรับงานไม้ภายนอก ควรใช้สีสำหรับงานไม้โดยเฉพาะ เช่น WOOD STAIN, TIMBER SHIELD หรือ WOOD SHIELD ซึ่งสีพวกนี้จะมีคุณสมบัติคือ
- กันน้ำซึมเข้า แต่ปล่อยให้น้ำระเหยออกจากเนื้อไม้ด้วย (สีน้ำมันทึบ กันน้ำทั้งเข้าและออก แต่น้ำจะเข้าทางปลายไม้ ทำให้ไม้ผุอยู่ข้างในโดยสังเกตได้ยาก)
- มีความยืดหยุ่น เนื่องจากไม้เป็นวัสดุ อ่อนหยุ่น สีทาไม้จึงต้องสามารถยืดหดตามผิวไม้ได้โดยไม่แตกล่อน (โพลียูรีเทนมีความยืดหยุ่นน้อย)
- มีความทนทานต่อสภาพอากาศได้พอสมควร ทำให้ไม่ต้องทาใหม่บ่อยเกินไป
และวิธีการทาคือควรทาก่อนประกอบไม้หนึ่งรอบ โดยเฉพาะที่ปลายตัด(หัวไม้)ด้วย ซึ่งเป็นจุดที่น้ำจะซึมเข้าได้ง่าย แล้วจึงทาทับอีกครั้งหลังประกอบเป็นโครงสร้างแล้ว
การทาสีไม้สำหรับใช้งานภายนอกแบบสีทึบ โดยทั่วไปจะใช้สีน้ำมันกัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิด เมื่อมีความชื้น สี้นำมันจะอมน้ำไว้ ทำให้ไม้ผุเร็วยิ่งขึ้น และฟิล์มสีน้ำมันไม่มีความยืดหยุ่น เมื่อไม่มีการยืดหดจากความชื้นแล้ว สีจะแตกล่อนออกมา ที่ถูกควรจะใช้เป็นสีอะครีลิคสำหรับงานไม้โดยเฉพาะ เช่นพวก Timber Shield, Wood Shield (ชื่อทางการค้า)
ยกเว้นบางเรื่อง เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ที่ต้องสัมผัสกับตัวคน สีน้ำมันให้ผิวที่มันเรียบ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย เราอาจจะทาสีน้ำมันเฉพาะผิวหน้าที่ต้องมีการเช็ดทำความสะอาดอยู่เสมอ และทำใจไว้ว่าไม้อาจจะมีบิดเล็กน้อยครับ
ที่มา : http://se-net/stonebase |